ทำความรู้จักกับ ‘นักชิมสี่ขา’ ผู้ร่วมขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง | i-Tail Corporation

ทำความรู้จักกับ ‘นักชิมสี่ขา’ ผู้ร่วมขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง

29 สิงหาคม 2568
ทำความรู้จักกับ ‘นักชิมสี่ขา’ ผู้ร่วมขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง

แสงอาทิตย์ยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องสีขาว ตกกระทบบนลานขนาดย่อมที่รายล้อมไปด้วยของเล่นนานาชนิด อุ้งเท้าเล็กๆ หลายคู่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วไปบนเสาปีนป่าย อีกฟากหนึ่งของห้องมีเงาตะคุ่มเล็กๆ คอยลอบมองฝูงม้าที่วิ่งเล่นอยู่บนสนามหญ้าผ่านกระจกบานใสที่เปิดรับวิวจากคอกม้าด้านข้าง หางน้อยๆ กวัดแกว่งไปมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ขณะที่บางส่วนกำลังวิ่งไล่ตะครุบของเล่นที่แกว่งไกว บ้างก็นอนขดอยู่บนตักผู้ดูแลที่กำลังปรนนิบัติพัดวีร่างเล็กๆ ด้วยการนวดผ่อนคลายและแปรงขนอย่างกระตือรือร้น อันเป็นกิจวัตรเล็กๆ ที่ช่วยเติมเต็มแต่ละวัน

เมื่อเข้าใกล้เวลาเที่ยง เหล่า ‘นักชิมสี่ขา’ ซึ่งหมายถึงแมวกว่า 50 ชีวิตที่อาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ก็ละจากกิจกรรมเบื้องหน้าเพื่อเตรียมตัวงีบหลับ ก่อนจะตื่นขึ้นอีกครั้งในช่วงเวลาราวบ่ายสามเพื่อเข้าร่วมการวิจัยและทดสอบอาหาร บทบาทเล็กๆ ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง เมื่อการทดสอบสิ้นสุดในช่วงเย็น เหล่านักชิมสี่ขาก็กลับไปพักผ่อนใน ‘คอนโด’ ส่วนตัวแบบสี่ชั้น ขนาด 2.4 ตารางเมตร ซึ่งกว้างขวางพอสำหรับการปีนป่าย ผ่อนคลาย และยืดเหยียด กิจวัตรเหล่านี้คือภาพคุ้นตาสำหรับทีมงาน ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแมว i-Cattery ของ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในเครือไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกล่างบรรยากาศร่มรื่นภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา จังหวัดนครปฐม

ในปี 2568 ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกมีมูลค่าราว 148.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท) และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.5 เปอร์เซ็นต์ จนแตะระดับ 176.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 แนวโน้มการเติบโตดังกล่าวสะท้อนความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในด้านโภชนาการ ในยามที่สัตว์เลี้ยงกลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำมาทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง ที่ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรมโภชนาการใหม่ๆ เพื่อดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยงแบบองค์รวม และตอบสนองต่อความคาดหวังที่สูงขึ้นของเจ้าของสัตว์เลี้ยง ซึ่งแมวที่ศูนย์วิจัย i-Cattery นั้นคือผู้อยู่เบื้องหลังสำคัญในการร่วมกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม

เฟ้นหาสุดยอดนักชิมสี่ขา

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแมว i-Cattery ก่อตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน 2566 เพื่อพัฒนานวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงที่มุ่งเน้นการศึกษาวิจัยด้านโภชนาการ และวัดผลความชอบในรสชาติอาหารของแมว โดยในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ไอ-เทล ได้ทำงานกับลูกค้าแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำต่างๆ เพื่อร่วมคิดค้นพัฒนาสูตรอาหารที่ช่วยเสริมให้สัตว์เลี้ยงเจริญเติบโต และมีสุขภาพแข็งแรง อย่างไรก็ดี ในอดีต กระบวนการพัฒนาสูตรอาหารต้องมีการส่งตัวอย่างอาหารไปยังต่างประเทศเพื่อทำการทดสอบ อันเป็นกระบวนการที่อาจกินระยะเวลาหลายเดือน

“i-Cattery ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับไอ-เทล การมีศูนย์วิจัยของตัวเองทำให้เราสามารถเร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนาสูตรอาหารได้เร็วขึ้นสามเท่า ซึ่งส่งผลดีกับทั้งผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของเราเอง และผลิตภัณฑ์ที่เรารับจ้างผลิตสำหรับลูกค้าของเรา” สพ.ญ.ศรีสุภา พงศ์ศรีวัฒน์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอาหารแมว i-Cattery กล่าว

สมาชิกของ i-Cattery ประกอบไปด้วยแมวหลากหลายสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยสายพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดคือแมวไทยขนสั้น ตามมาด้วยสายพันธุ์อื่นๆ อาทิ สก็อตติช โฟลด์ อเมริกันช็อตแฮร์ และเปอร์เซีย ด้วยใบหน้ากลมมน ดวงตากลมโต และขนนุ่มฟู หลายคนอาจตกหลุมรักและกลายเป็นทาสแมวได้ไม่ยาก แต่ความน่ารักเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้แมวเหล่านี้ได้รับเลือกเป็นนักชิมของศูนย์วิจัย

“แมวทุกตัวต้องผ่านกระบวนการคัดเลือก เพื่อประเมินว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับการเป็นนักชิม เราจะให้น้องแมวทดลองชิมอาหารหลากหลายประเภท ทั้งแบบเปียกและแห้ง เพื่อประเมินความสามารถในการแยกแยะรสชาติ ทำให้ 3 เดือนเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดในการรับแมวเข้ามาฝึก เพราะในวัยนี้ แมวยังไม่มีความคุ้นชินกับอาหารประเภทใดเป็นพิเศษ ทำให้สามารถเปิดรับรสชาติใหม่ๆ ได้ดี” สพ.ญ.ศรีสุภา กล่าว

ทุกครั้งที่มีการรับแมวเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของศูนย์วิจัย i-Cattery แมวที่ได้รับคัดเลือกต้องผ่านกระบวนการตรวจคัดกรองโรคโดยละเอียด และใช้เวลากักโรคเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ก่อนจะเข้ามาเป็นสมาชิกของ i-Cattery อย่างเต็มตัว เพื่อให้มั่นใจว่าแมวนั้นมีสุขภาพที่แข็งแรงและปลอดจากโรคติดต่อ 4 โรคหลัก ได้แก่ ไวรัสโคโรนาในแมว โรคเอดส์แมว ลิวคีเมียแมว และโรคหัดแมว

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังชามอาหาร

กระบวนการทดสอบและวิจัยอาหารสัตว์ที่ i-Cattery ใช้วิธีการ 2 รูปแบบ ได้แก่ การทดสอบแบบชามเดียว (one-bowl test) และการทดสอบแบบสองชาม (two-bowl test) ซึ่งการทดสอบแบบชามเดียวนั้นใช้เพื่อประเมินการตอบสนองต่ออาหารด้วยการให้อาหารหนึ่งชนิดกับแมว และดูปริมาณการกินอาหารโดยเฉลี่ยในช่วงเวลาที่กำหนด ขณะที่การทดสอบแบบสองชามใช้เพื่อประเมินความชอบของแมว ด้วยการให้อาหารสองชนิดพร้อมกัน และดูว่าแมวเลือกกินอาหารชนิดใด ซึ่งช่วยในการเปรียบเทียบรสชาติ เนื้อสัมผัส และความน่ารับประทานของอาหารแต่ละสูตร

แมวที่สามารถเข้าร่วมการทดสอบแบบสองชามได้ ต้องผ่านการฝึกฝนและประเมินอย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสม โดยจะมีการประเมินซ้ำทุก 6 เดือน เพื่อรักษามาตรฐานและความแม่นยำของผลการทดลอง และเมื่ออายุครบ 8 ปี แมวเหล่านี้จะ “เกษียณอายุ” เนื่องด้วยความสามารถในการรับรู้กลิ่นและรสที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย ซึ่งอาจส่งผลต่อความแม่นยำของการทดลอง “แปดปีเป็นอายุเกษียณของแมวที่ i-Cattery โดยเราจะเริ่มวางแผนหาบ้านให้น้องตั้งแต่อายุหกปี แมวบางตัวอาจยังคงเป็นสมาชิกของ i-Cattery ต่อไป แต่เปลี่ยนไปทำหน้าที่อื่นที่เหมาะสมกับช่วงวัยแทน เช่น การทดสอบอาหารสำหรับแมวสูงวัย เป็นต้น” สพ.ญ.ศรีสุภา กล่าว

ความเป็นอยู่ที่ดีของแมวเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการทดสอบ เนื่องจากแมวแต่ละตัวมีบุคลิกและพฤติกรรมทางสังคมที่แตกต่างกัน ทีมงานของ i-Cattery จึงได้ต้องใช้เวลาคลุกคลีกับแมวอย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมง เพื่อเรียนรู้ลักษณะนิสัย ความชอบ และสร้างความคุ้นเคยกับแมวแต่ละตัว พร้อมทั้งสังเกตสัญญาณที่อาจบ่งชี้ถึงความตึงเครียดหรือความขัดแย้ง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์และหาวิธีรับมือได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

“แมวทั้ง 52 ตัวไม่มีตัวไหนที่เหมือนกันเลย บางตัวชอบอยู่บนที่สูง บางตัวชอบนอนกับพื้น แมวบางตัวชอบให้อุ้ม บางตัวรักสันโดษ บางตัวชอบเดินเล่นและหยอกล้อแมวตัวอื่น และจากการสังเกตพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เราพบว่าแมวไทยมักมีนิสัยช่างพูดและชอบส่งเสียงมากกว่าแมวสายพันธุ์อื่นๆ” หทัยรัตน์ คล้อยเขียว Cat Specialist ประจำศูนย์ i-Cattery เล่า

ยกระดับมาตรฐานและจริยธรรมการวิจัย

ปัจจุบัน ไอ-เทล เป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงเพียงรายเดียวของโลกที่ได้รับการรับรองจาก Association for Assessment and Accreditation of Laboratory Animal Care หรือ AAALAC International ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ประเมินและรับรองการวิจัยที่ยึดหลักปฏิบัติด้านการดูแลสวัสดิภาพที่ดีของสัตว์ เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ด้วยความรับผิดชอบและถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณ

การได้รับการรับรองจาก AAALAC สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไอ-เทล ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยง “สำหรับเรา สวัสดิภาพของแมวไม่ใช่แค่การดูแลขั้นพื้นฐานทั่วไป แต่ยังมีปัจจัยรายละเอียดอื่นๆ ในด้านสภาพแวดล้อมและกระบวนการทำงานที่เราต้องคำนึงถึง เช่น การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นภายในห้องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม การดูแลและทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ทำการทดสอบต่างๆ และทุกครั้งก่อนทำการทดสอบจริง เราจะให้น้องแมวได้ใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงเพื่อทำความคุ้นเคยกับจุดที่ใช้ทดสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าแมวนั้นรู้สึกปลอดภัย และมีความสุขสบายทั้งทางร่างกายและอารมณ์” สพ.ญ.ศรีสุภา อธิบาย

นอกจากมาตรฐานการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ที่เข้มข้นแล้ว การได้รับการรับรองจาก AAALAC ยังสะท้อนถึงความใส่ใจต่อ ‘คนทำงาน’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ “เราให้ความสำคัญกับความสุขกายสบายใจของทีมงาน เพราะสภาพอารมณ์ของผู้ปฏิบัติงานส่งผลโดยตรงต่อแมวและผลการทดสอบ ขณะเดียวกัน เรามุ่งพัฒนาองค์ความรู้ภายในทีม ผ่านการฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ เรามองว่าการได้รับการรับรองจาก AAALAC ไม่ใช่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้วจบไป การจะรักษามาตรฐานไว้ได้นั้น เราต้องหมั่นปรับปรุงและพัฒนากระบวนการการทำงานและทีมงานของเราให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง” เธอกล่าว

ผสานความร่วมมือกับพันธมิตรทางวิชาการ

นอกเหนือจากการทดสอบและวิจัยด้านสูตรอาหารแล้ว ศูนย์วิจัย i-Cattery ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านโภชนาการสัตว์เลี้ยง ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ โดยยึด

หลักการทำงานที่ผสานหลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความเข้าใจในพฤติกรรมสัตว์เลี้ยงอย่างลึกซึ้ง

“อีกภารกิจสำคัญของ i-Cattery คือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือกับพันธมิตรจากภาคส่วนวิชาการ การผสานมุมมองทางวิชาการเข้ากับงานวิจัยที่เราทำ ช่วยให้เราสามารถพัฒนาองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีต่อสัตว์เลี้ยง และเป็นพื้นฐานในการต่อยอดสู่นวัตกรรมอื่นๆ ในอนาคต” สพ.ญ.ศรีสุภา กล่าว

ศูนย์วิจัย i-Cattery ดำเนินงานภายใต้แนวคิด Pet Centric หรือการให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์กลาง แนวคิดดังกล่าวช่วยให้ไอ-เทล สามารถออกแบบและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยง และตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกในครอบครัวสี่ขาอย่างแท้จริง

“จุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่แค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีและตอบโจทย์ความต้องการของตลาด แต่เราต้องการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงโดยรวม ผ่านการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือ และความเคารพต่อสัตว์เลี้ยงอย่างแท้จริง” เธอทิ้งท้าย