การจ้างงานที่ปลอดภัย มีคุณค่า และเท่าเทียม
- การจัดหาวัตถุดิบของบริษัทฯ เป็นไปตามพันธกิจของกลุ่มไทยยูเนี่ยนที่กำหนดให้สัตว์น้ำทั้งหมดที่จับจากธรรมชาติต้องถูกผลิตด้วยความรับผิดชอบภายในปี 2573*
- เราจัดสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย มีคุณค่า และเท่าเทียมสำหรับพนักงานทุกคน
ไอ-เทลดำเนินการตามกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ของกลุ่มไทยยูเนี่ยน โดยมีระบบที่ให้ความมั่นใจได้ว่าพนักงานทุกคนจะมีงานที่ปลอดภัย มีคุณค่า และเท่าเทียมไ ม่ว่าจะอยู่ในโรงงานของเราในจังหวัดสมุทรสาครหรือสงขลาก็ตาม ถือเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้านการจ้างงาน เช่น การคัดเลือกพนักงานด้วยความรับผิดชอบ มีระบบรับฟังความเห็นของพนักงาน การให้โอกาสอย่างเท่าเทียม และการมีสุขอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของพนักงานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง อาทิ การอบรมหนีไฟ และการอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับพนักงานทุกคน
*สำหรับสัตว์น้ำทุกชนิดในกลุ่ม Priority Group 1 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 90% ของสัตว์น้ำที่ไทยยูเนี่ยนจับจากธรรมชาติ นอกจากนี้ เรายังจะส่งเสริมการปรับปรุงพันธุ์สัตว์อื่นๆ อย่างต่อเนื่องหลังจากปี 2573 ไปแล้ว
การนำหลักการ ”นายจ้างจ่าย” (“Employer Pays Principle”) มาใช้ในการจ้างแรงงานไทยและข้ามชาติ
สำหรับแรงงานข้ามชาตินั้น มีความเสี่ยงที่จะถูกแสวงหาผลประโยชน์ทั้งจากขบวนการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน หรือแม้แต่พันธะหนี้สิน
พนักงานของไอ-เทลในประเทศไทย มีทั้งชาวไทยและเมียนมาร์ เราจึงมุ่งมั่นที่จะช่วยลดโอกาสที่แรงงานจะถูกเอาเปรียบหรือข่มขู่จากนายหน้าหางาน
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 บริษัทฯ ได้เริ่มนำระบบ “นายจ้างจ่าย” มาใช้ในการคัดเลือกพนักงาน ในระบบนี้ ไอ-เทลจะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในการจัดหาแรงงานทั้งหมด รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ในการคัดเลือกพนักงานใหม่ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากภาระหนี้และการบังคับใช้แรงงานให้เหลือน้อยที่สุด

ลดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บจากการทำงาน
ในปี 2568 บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของพนักงานในฐานะรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดยมุ่งดำเนินงานให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ปี 2030 และบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามการเติบโตของธุรกิจแม้ชั่วโมงการทำงานรวมจะเพิ่มขึ้นจากการขยายการดำเนินงาน แต่อัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (LTIFR) ของโรงงานสมุทรสาครและสงขลาสามารถคงอยู่ในระดับที่ปรับปรุงดีขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยลดลงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานในอดีต และลดลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564
สะท้อนถึงประสิทธิผลของระบบการจัดการด้านความปลอดภัย การฝึกอบรมพนักงาน และมาตรการควบคุมด้านวิศวกรรมและการบริหารที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจำนวนกรณีการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานโดยรวมมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯ ยังคงอยู่บนเส้นทางในการบรรลุเป้าหมายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยภายใต้กลยุทธ์ปี 2030
อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลารายงาน บริษัทฯ ประสบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะอุตสาหกรรม เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอในทุกการดำเนินงานภายหลังเหตุการณ์ บริษัทฯ ได้ดำเนินการสอบสวนและทบทวนกระบวนการปฏิบัติงานและมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างรอบด้าน พร้อมดำเนินมาตรการแก้ไขและป้องกันทันที โดยเน้นย้ำการปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงานมาตรฐาน การเสริมสร้างการควบคุมด้านอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุ การเพิ่มความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย และการสื่อสารและประสานงานในการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนำไปสู่การเสริมสร้างระบบการจัดการด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ รวมถึงเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยเชิงรุกที่เข้มแข็งและยั่งยืนในทุกการดำเนินงาน
อัตราความถี่ของการบาดเจ็บถึงขึ้นหยุดงาน